| FreeDoM 的个人资料FreeDoM LiFE ™照片日志列表 | 帮助 |
|
FreeDoM LiFE ™Satit KKU S!27 , Medicine 36th KKU 2月8日 สักการะพระศพ และ เที่ยวพระบรมมหาราชวังถ้อยแถลง
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ได้เข้าไปเที่ยวพระบรมมหาราชวัง
คือความจริงจุดประสงค์หลัก ก็คือไปสักการะพระศพของสมเด็จพระพี่นางเธอ
แต่เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็ได้ไปเที่ยว ฮ่าๆ
ไปพระบรมมหาราชวังครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ ก็คือได้เข้าไปในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ซึ่งปกติไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ก็ถือว่าเป็ญบุญบารมี ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เข้าไปชมพระที่นั่งองค์นี้อ่ะ
พอเข้าไปชมเสร็จก็ไปเที่ยววัดพระแก้วต่อ
เป็นอะไรที่มีความสุขมาก เอิ๊กๆ
จบการเล่าแบบคราวๆแล้วนะ อ่านต่อเรื่องแบบละเอียดๆด้านล่างได้เลย
หมายเหตุ เรื่องเล่านี้จะนำไปโพสอีกที่คือ Hi5 แต่เรื่องใน space จะละเอียดกว่า
-------------------------------------------------------------------------- My Diary
การเดินทางครั้งนี้ จุดประสงค์หลักก็คือไปสักการะพระศพ ของพระพี่นาง
มีนักเรียนไปทั้งหมด 42 คน รวมทั้งมีอาจารย์อีก 6 ท่าน
ตื่นตั้งแต่ตีสาม แต่รถออกเดินทางตีสี ระหว่างนั่งรถไม่มีอะไรทำเลยนอนซะเลย
ตื่นอีกทีก็เจ็ดโมงกว่า แล้วก็กินข้าวเช้าที่ปั๊มปตท.เลี่ยงเมืองที่โคราช
กินข้าวเสร็จก็หลับๆตื่นๆ ดูทีวีไป ดูวิวไป จนสิบเอ็ดโมงกว่าๆก็ถึงกรุงเทพ
ใช้เวลานั่งรถชั่วโมงนึงก็ถึงสนามหลวงตอนเที่ยงตรงพอดี
พอลงจากรถ ก็เปิดประเดิมถ่ายรูปหมู่เลย
โดยมีพระบรมราชวังเป็นฉากหลัง เป็นบรรยากาศที่สวยมากๆ เหมือนอยู่ต่างประเทสเลย
อากาศตอนนั้นถึงแม้จะเป็นตอนเที่ยง แต่ท้องฟ้ามีเมฆมาก แบบว่าครึ้มฟ้าครึ้มฝน
ทำให้อากาศเย็นสบายดี สนามหลวงนี้มีนกพิราบเยอะมากๆ แต่จะไม่ไปเข้าใกล้เด็ดขาด
เพราะว่ามันมีเชื้อโรค แล้วก็สกปรก เด๋วเป็นโรคไข้สมองอักเสบ
ตอนเที่ยงกว่าๆ ก็หาอาหารกิน คือ บริเวณสนามหลวงจะมีโรงทาน
สำหรับแจกอาหารและน้ำดื่มฟรี ก็เลยเข้าไปกิน ได้ข้าวกับผัดผักมา
พอกินเสร็จสักพัก ฝนก็เริ่มตก แต่ตกรินๆ ยิ่งเป็นหวัดอยู่ มาตากฝนจะหายไหมเนี้ย
เหอๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จก็เดินเข้าไปในบริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยเดินเข้าประตูวิเศษไชยศรี
เดินมาเรื่อยๆ ก็เห็นคนเยอะมากๆ ทั้งคนไทย คนต่างชาติ มีทั้งใส่ชุดนักเรียน แล้วก็ใส่ชุดสุภาพด้วย
คือถ้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่เขาจะไม่อนุญาติให้เข้า ซึ่งจะต้องไปหาเช่าชุดแถวนั้นเอา
คราวนี้ก็รอให้เจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังเขามาเรียก ระหว่างรอ ก็จัดแถวตอนสี่แถว ให้ดูเรียบร้อย
จากนั้นก็ถ่ายรุปบรรยากาศทั่วๆไป คือว่าฝนตกตลอดเวลา ก็ต้องระหว่างไม่ให้มือถือเปียก
แต่ก็ถือว่าดีหน่อยที่ฝนตกรินๆ ถ้าตกหนักนี้แย่เลยอ่ะ เพราะถ่ายรูปมาไม่ได้
รอซักพักเจ้าหน้าที่ก็มาเรียก แล้วเดินนำ ผ่านประตูพิมานไชยศรี ซึ่งปกติประตูนี้เป็นทางออกสำหรักนักท่องเที่ยว
เมื่อผ่านประตูนี้แล้วจะเจอพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทตั้งอยู่ตรงหน้า แล้วก็เลี้ยวขวา เดินตรงไป...ก็จะเจอที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะตั้งอยู่ทางซ้ายมือ
สำหรับพระศพจะตั้งอยู่ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทนี้เอง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะนำพวงมาลาไปลงทะเบียน ส่วนพวกเราเหล่านักเรียนก็ไปถอดรองเท้า แล้วเจ้าหน้าที่เขาก้อนุญาตให้ถอดถุงเท้าได้ด้วย
เพราะว่าทางเดินมันเปียก เนื่องจากฝนตก (ถอดถุงเท้าแล้วทำให้ดุเป็นนักเรียนบ้านนอกเลยอ่ะ)
เสร็จแล้ว ก็จัดเป็นแถวตอน 2 แถว แถวที่อยู่ทางขวามือขึ้นประตูด้านทางทิศเหนือ
แถวที่อยุ่ทางซ้ายให้เดินลลอดใต้สะพานที่เชื่อมกับบุษบก ขึ้นประตูทางด้ายทิศตะวันตก
บันไดที่ขึ้นสู่ตัวพระที่นั่งนั้นมีทำด้วยหินอ่อน เมื่อเปียกน้ำแล้วลื่นมากๆ ทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
พอเดินเข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะรู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นของอากาศภายใน
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นโกศพระศพตั้งอยู่ตรงหน้า เหมือนกับที่เห็นในทีวีเปี๊ยบ
ทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้ มีอาการสงบเสงียมหมด ไม่ส่งเสียงดังนั้นอาจเป็นเพราะบรรยากาศดูเป็นพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์
ความรู้สึกในตอนนั้นบอกไม่ถูก แต่ก็รู้สึกตื่นตันใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสมากราบพระศพของสมเด็จพระพี่นางเธอ
เมื่อทุกคนเข้ามาหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกให้ตั้งแถวเรียงเป็นหน้ากระดาษ จากนั้นก็บอกทำความเคารพ โดยผู้ชายโค้งคำนับ ผู้หญิงถอนสายบัว
เมื่อทำความเคารพเสร็จแล้ว ก็มอบพวกมาลา แล้วก็ทำความเคารพอีกครั้งหนึ่ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกให้นั่งพับเพียบลง โดยดันเท้าไปทางขวามือ แล้วก้กราบทำความเคารพ คือ กราบหนึ่งครั้ง ไม่แบมือ แล้วก็เป็นอันจบพิธี
ก็เดินออกจากพระที่นั่งเป็นสองแถว ระหว่างประตูทางออกก็จะมีรูปถ่ายภายในพระที่นั่งแจกให้ เนื่องจากภายในพระที่นั่งไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ
สรุปแล้วได้อยู่ภายในพระที่นั่งไม่ถึง 10 นาที แต่ก็เป็น 10 นาทีที่มีค่า และ ผมก็มีความยินดีในฐานะที่ผมเป็นประชาชนชาวไทยคนนึงซึ่งพึงขอแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
เมื่อสักการะพระศพเสร็จแล้ว ก็รอให้เจ้าหน้าที่ของทางสำนักพระราชวังพาเข้าไปชมภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
รอหว่างที่รออยู่ก็มีนักข่าวช่อง 11 เข้ามาสัมภาษณ์ แต่กล้องไม่ได้แพนมาทางผม เลยอดออกทีวีเลย เอิ๊กๆ
รอซักพักเจ้าหน้าที่ก็มา แล้วก็บรรยายประวัติศาสตร์ของพระบรมมหาราชวังไป
ส่วนผมก็ฟังไป เดินถ่ายรูปไป เหอๆ ระหว่างที่บรรยายก็ได้เห็นทหารเปลี่ยนเวรด้วย คือทหารจะเปลี่ยนเวรประมณ 11.30 น.
แต่ช่วงนี้เปลี่ยนเวลา 13.30 น. ตอนเปลี่ยนเวรก็จะนำธงชัยเฉลิมพลออกมาเดินอยู่ในแถวด้วย
และแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอย คือการได้เข้าไปชมภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ซึ่งพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมีทั้งหมด 3 ชั้น
โดยชั้นแรกจะเป็นคลังเก็บอาวุธซึ่งตอนนี้ปิดชั่วคราว
ชั้นที่สองเป็นห้องรับรอง และ ท้องพระโรง
ชั้นที่สามเป็นห้องเก็บพระบรมราชอัฐิของกษัตริย์
สำหรับการเที่ยวชม เขาจะเปิดให้ดูเฉพาะชั้นสองเท่านั้น คือแค่เข้าไปในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทก็เป็นบุญมากแล้ว
ไม่จำเป็นต้องไปให้หมดหรอก เหอๆ
เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง นำขึ้นชั้นสองของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาททางบันไดฝั่งทิศตะวันออก
เมื่อเข้าไปก็ต้องถอดรองเท้า องค์พระที่นั่งทำจากหินอ่อนทั้งหมด
ภายในพระที่นั่งแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ บริเวรกลางพระที่นั่งคือ ท้องพระโรง
ซึ่งท้องพระโรงก็จะแบ่งเป็นสองส่วนอีก คือ ท้องพระโรงนอก และ ท้องพระโรงใน
ทางด้านขวาของพระที่นั่งจะเป้นห้องสำหรับรับรองมีชื่อว่า ห้องมุขกระสันตะวันออก
ทางด้านซ้ายของพระที่นั่งก็เป็นห้องรับรองอีกเช่นกันมีชื่อว่า ห้องมุขกระสันตะวันตก
สำหรับห้องแรกที่ได้เข้าชม คือ ห้องมุขกระสันตะวันออก พอเข้าไปในห้องนี้แล้วรู้สึกขลังมากๆ
เป็นห้องที่เป็นแบบสไตล์ยุโรป เสาห้องเป็นสถาปัตยกรรมแบบกรีก หัวเสาเป็นแบบโครินเธียน
ในห้องมีเก้าอี้สำหรับรับรองบุคคลต่างๆตั้งอยู่ ส่วนผนังขององค์พระที่นั่งจะมีรูปวาดของกษัตริย์ติดอยู่
พร้อมด้วยรูปปั้นของชาวต่างชาติตั้งอยู่ด้วย ในห้องมุขกระสันตะวันออกนี้มีพระที่นั่งตั้งอยู่อีก 2 องค์
(พระที่นั่งนี้คือให้สำหรับกษัตริย์นั่งอ่ะ เด๋วจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดๆ)
เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกให้นั่งลงตรงกลางห้อง เพื่อที่จะได้บรรยายถึงประวัติต่างๆ
เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าของในห้องนี้เป็นของที่เก่าเกือบทั้งหมด ส่วนมากจะมีมาในสมัยของรัชกาลที่ 5 รวมทั้งพรมที่ผมกำลังนั่งอยู่ด้วย
พรมตัวที่กำลังนั่งอยู่นี้ได้มาจากประเทศเปอร์เซีย ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ถือเป็นบุญตูดจริงๆ ที่ได้มานั่ง)
[เอ่อขอเรียกเจ้าหน้าที่ว่า พี่ ก็แล้วกัน]
พี่เขาเล่าให้ฟังอีกว่า แต่เดิมพระที่นั่งจักรีมหาราสาทจะสร้างเป็นยอดโดม แต่มีนายช่วง บุนนาค ได้ทูลขอไว้ถึง 3 ประการ
รัชกาลที่ 5 จึงเปลี่ยนความคิดจากที่จะสร้างยอดพระที่นั่งจากยอดโดม กลายมาเป็นพระที่นั่งยอดแหลมจนปัจจุบันนี้
แต่เหตุผลทั้ง 3 ข้อเป็นยังไงก็จำไม่ได้แล้วนะ เพราะมันยาวมาก
พี่เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ภาพกษัตริย์ที่ติดอยู่ผนังขององค์พระที่นั่ง มีทั้งหมด 8 ภาพ แต่เป็นรูปของกษัตริย์ทั้งหมด 7 รัชกาล คือรัชกาลที่ 1-7
งงไหมละ ในเมื่อมี 8 ภาพที่ติดอยู่ แล้วอีกภาพจะเป็นของกษัตริย์องค์ไหนล่ะ
คำตอบก้คือ อีกภาพเป็นรูปของ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไงล่ะ ซึ่งสมเด็จพระปิ่นเกล้านี้ได้รับพระราชทานศักดิ์ทั้งหมดเทียบเทียมกษัตริย์จริง โดยได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่สี่
รูปของพระมหากษัตริย์ที่ติดอยู่ ที่บอกว่าแล้ว คือ มีรัชกาลที่ 1-7 รวมทั้งพระปิ่นเกล้วด้วย
หลายคนอาจงงว่าแล้วรัชกาลที่ 8 กับ 9 รูปของพระองค์จะติดที่ไหน ขอตอบตรงนี้ก่อนเลยว่ารูปของสองพระองค์นั้น
อยู่ในห้องท้องพระโรงชั้นนอกครับ
สำหรับรุปวาดของแต่ละรัชกาล ด้านหลังของภาพก็จะสื่อให้เห้นถึงเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นภายในแต่ละรัชกาลด้วย
พี่เจ้าหน้าที่ก็เล่าให้ฟังเลยตั้งแต่รัชกาลที่ 1-9 ว่าด้านหลังของภาพสื่อถึงเหตุการณ์อะไรบ้าง...
รัชกาลที่ 1 : มีการสร้างป้อม (จำรายละเอียดไม่ได้)
รัชกาลที่ 2 : มีการสร้างสวนที่ชื่อว่า สวนขวา ซึ่งพระองค์โปรดในการทับที่สวนขวานี้มาก
รัชกาลที่ 3 : ศาสนาเจริญรุ่งเรือง
รัชกาลที่ 4 : พระองค์ทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากกษัตริย์ประเทศฝรั่งเศส
และ ในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้เป็นครั้งแรกที่มีการให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ขุนนางในประเทศไทย
พระปิ่นเกล้า : ในภาพไม่ได้สื่อถึงอะไรเลย
รัชกาลที่ 5 : ในภาพไม่ได้สื่อถึงอะไรเลย เพราะว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์มีนานัปประการ
รัชกาลที่ 6 : พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่ใช้ประกาศทำศึกสงครามกับฝ่ายอักษะ และ ฉลองพระองค์สีแดง
ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ประกาศทำศึกสงครามนั้นเอง
รัชกาลที่ 7 : ในพระหัตถ์ขวาถือรัฐธรรมนูญที่พระราชทานแต่ปวงชนชาวไทย
สำหรับห้องมุขกระสันตะวันออกมีทั้งหมด 8 ภาพ แต่ขออธิบายภายในภาพของรัชกาลที่ 8 กับ 9 ไว้ ณ ที่นี้ด้วยเลย
(ขอไว้แล้วนะว่ารูปของรัชกาลที่ 8-9 อยู่ในห้องท้องพระโรงนอก)
รัชกาลที่ 8 : พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดชาว ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ยศจอมพล เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตก่อน พระบรมราชาภิเศก
รัชกาลที่ 9 : พระองค์ทรงเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์
สำหรับด้านซ้ายสุดของห้องมุขกระสันนี้ จะติดรูปของรัชกาลที่ 1 ไว้ ที่ตำแหน่งนี้รัชกาลที่หนึ่งเป้นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จักรี
เลยต้องนำรูปของท่านมาวางไว้ตำแหน่งประทานของห้อง
ส่วนด้านขวาสุดของห้อง (ตรงข้ามกับรูปรัชกาลที่ 1) จะติดรูปของรัชกาลที่ 5 เอาไว้ ที่ตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งรองปนะธาน
เพราะว่ารัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งให้มีการสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้น ท่านจึงต้องอยู่ในตำแหน่งรองประธาน
บริเวณด้านหน้าของรูปรัชกาลที่ 1 จะมีพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งตั้งไว้ (เป็นเก้าอี้สำหรับนั่ง) จำชื่อไม่ได้
แต่พี่เขาอธิบายว่าพระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ระหว่างพระที่นั่งก็จะมีงาช้างสวยมากๆ
งาช้างนี้อายุ 700 ปีได้รับมาจากกษัตริย์ล้านนา ซึ่งงาช้างนี้แต่ก่อนพระยาพระหนพลพยุหเสนาเห็นว่างาช้างนี้สวย
เลยทูลขอยืมมาจากรัชกาลที่ 7 แล้วนำมาตั้งที่ตึกรัฐสภา แต่หลังจากรับบาลของ นายอานันต์ ปันยารชุน ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง
นายอานันต์ก็ได้อับเชิญงาช้างนี้กลับมาให้กษัตริย์อีกครั้ง
บริเวณด้านหน้าของรัชกาลที่ 5 ก้จะมีพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งตั้งอยู่ พระที่นั่งองค์นี้ยังไม่ปรากฎนาม เพราะยังไม่มีรับสั่งให้พระราชทานนาม
พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งที่จัดสร้างในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) สร้างโดยกองทัพบก โดยสร้างเนื่องในวาระครองราชย์ครบ 60 ปี
สอบถามจากเจ้าหน้าที่ก็ทราบว่า พระที่นั่งองค์ที่เพิ่งสร้างเสร็จมาได้ 2-3 ปีแล้ว สำหรับใครสงสัยว่าพระที่นั่งองค์นี้มีลักษณะยังไง
ก็ลองกลับไปดูรุปภาพของวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ที่ในหลวงเสด็จออกพระที่ยั่งจักรีมหาปราสาท พระองค์ก้ได้ประทับพระที่นั่งองค์นี่นี้แหละ
ทรงเบาะที่พิงของเก้าอี้ปักเป็นสัญลักษณ์ของมงกุฏ และ พระปรมาภิไธย ใช้ทองคำ 60 บาท
ความรู้สึกที่ได้เห็นพระที่นั่งองค์นี้ คือ ตื่นตันใจมาก เพราะในหลวงเพิ่งประทับมาไม่นาน แล้วเราได้เข้ามาชมพระที่นั่งใกล้ชิดขนาดนี้
ถือว่าเป็นบุญมากๆเลย หลังจากนั้นพี่ก็อธิบายถึงรูปปั้นของชาวต่างชาติด้วย พี่อธิบายว่า เป็นรุปปั้นพระสหายชาวต่างชาติครั้งที่ได้เสด็จไปประพาสยุโรป
ท่านก็เลยทรงให้นำรูปปั้นของชาวต่างชาตินี้มาเก็บไว้ในห้องนี้ด้วย
และที่สำคัญมีรุปปั้นหินอ่อนจากกษัตริย์อิตาลีได้มาประดิษฐานอยู่ในห้องมุขกระสันตะวันออกด้วย
พอบรรยายเสร็จพี่เขาก็ให้ชมห้องต่ออีกครู่หนึ่ง
จากนั้นก้เดินเข้าไปชมห้องมุขกระสันตะวันตกต่อ
สำหรับห้องมุขกระสันตะวันตกเป็นห้องคล้ายๆมุขกระสันตะวันออก
แต่รุปวาดที่ติดอยู่ผนังองค์พระที่นั่งเป็นรุปของพระราชินีแทน
คือง่ายๆ ห้องตะวันออกเป็นห้องกษัตริย์ แต่ห้องตะวันตกเป็นห้องราชินีนั้นเอง
ห้องนี้ก็พิเศษตรงที่ว่า รุปวาดของพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระเนตรและฉลองพระบาทของพระองค์จะหันไปตามตาของคนที่มองภาพ
คืออยู่ส่วนไหนของห้องพระเนตรและฉลองพระบาทก็จะหันมาทางเราอยู่เสมอ
ผมลองทดสอบดู แล้วก้เป็นตามนั้นจริงๆ
สำหรับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนี้จะทำความสะอาดทุกวันพุธ ใช้คนงานทั้งหมด 70 คน
คือว่าพระที่นั่งองค์นี้เก่าก็จริง แต่สะอาดมากๆ ไม่เห็นฝุ่นเลย
อยู่ในห้องมุขกระสันตะวันตกได้ไม่เท่าไร ก็เยี่ยมชมห้องสุดท้ายคือ ห้องท้องพระโรง
ห้องท้องพระโรงอย่างที่บอกไว้แต่แรก จะแบ่งเป็นห้องท้องพระโรงใน และ ห้องท้องพระโรงนอก
ห้องที่เยี่ยมชมได้คือห้องท้องพระโรงนอกเท่านั้น ส่วนห้องท้องพระโรงในเข้าชมไม่ได้เนื่องจากเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน
ห้ามบุคคลภายนอกเข้า แม้แต่ผู้ที่ทำงานในเขตพระราชฐานชั้นในก็ต้องเป้นผู้หญิงเท่านั้น
ห้องท้องพระโรงในกับห้องท้องพระโรงนอกจะมีประตูเชื่อมกัน คือสามารถเห็นห้องท้องพระโรงในได้จากช่องประตูเท่านั้น
ต่อใหม่วันหลัง
9月30日 Australia ตอนที่ 3 ครั้งแรก@Sydneyวันที่ 27 เมษายน 2549
เวลาท้องถิ่นประมาณบ่ายโมง
เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
ครั้งนี้มีรูปมาประกอบด้วย
แต่เวลาในรูปเป็นเวลาในประเทศไทย
ซึ่งถ้าอยากรู้เวลาในรูปจริงๆ จะต้องบวกเข้าไป 2 ชั่วโมงนะ
พอดีแบบว่าลืมปรับเวลาในกล้อง
ซักพักเครื่องบินก็ได้เข้าหลุมจอด และ ผมก็เดินออกมาสู่สนามบิน คิงฟอร์ด สมิธ
สำหรับงวงช้างของสนามบินนี้ ก็จะคล้ายๆ การออกแบบของที่ฮ่องกง แต่ขนาดทางเดินจะใหญ่กว่า
ผมก็เดินออกมา แล้วไกด์นำเที่ยวก็บอกให้ทุกคนหยุดรอกันก่อน
แล้วไกด์ก็ประกาศว่า
"ทางประเทศออสเตรเลีย ไม่ให้นำของบางอย่างเข้าประเทศ เช่น ขนมปัง หรือ ผลไม้ที่มีเมล็ด ดังนั้นถ้าท่านใดนำของพวกนี้เข้ามาก็ขอให้ทิ้งตามถังขยะที่สนามบินจัดไว้ให้เลย เพราะถ้าเจ้าหน้าที่ขอตรวจกระเป๋าดู แล้วพบเขาก็จะปรับเราในราคาที่สูงมาก ดังนั้นก็ให้ทิ้งได้เลย"
คือ ถ้าใครไม่ต้องการให้เข้าหน้าที่ตรวจของก็ทิ้งของไปเลย แล้วให้เข้าช่อง Not to Declare
แต่ถ้าใครเอาเข้ามาก็ให้เข้าช่อง to Declare ซึ่งถ้าเรามีของแต่เข้าช่อง Not to Declare แล้วเจ้าหน้าที่ตรวจพบก็จะโดนปรับในราคาที่สูงมากๆ เพราะ แสดงว่าเราไม่มีความซื่อสัตย์
สำหรับผมนั้น ก็ไม่มีของต้องห้าม ก็ไม่ต้องห่วง
อีกอย่างหนึ่ง ภายในสนามบินของซิดนีย์ห้ามถ่ายรูป ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม
ดังนั้นผมจึงไม่มีรูปมาโชว์ให้ดู (น่าเสียดาย)
ผมก็เดินไปเรื่อยๆ เพื่อจะเข้าไปด่านตรวจคนเข้าเมือง ตามทางนั้นก็มีถังขยะวางเยอะแยะมากมาย แล้วก็มีป้ายโชว์สินค้าที่ห้ามนำเข้าประเทศติดไปทั่ว เดินไปซักระยะ ก็มีที่ว่าหนังสือ Sydney Official Guide จะเป็นหนังสือสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งแจกฟรี จะหยิบมาเท่าไรก็ได้ แล้วก็มีหลายภาษาให้เลือก
แต่มันดันไม่มีภาษาไทย(555+) ผมก็หยิบหนังสือภาษาอังกฤษมาหนึ่งเล่ม
แล้วก็เดินต่อ เข้าไปด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ต่อคิว แล้วก็ถึงคิวผม
เข้าก็เอา passport แล้วก็ใบเข้าเมืองของเราไป เจ้าหน้าที่ก็ทำการคีย์ข้อมูล
ซักพักมันก็บอกให้เราเซ็นต์ตรงที่มันบอก ผมก็ไม่รู้จะเซ็นต์ภาษาอะไรดีอ่ะ
ผมเลยถาม "Thai or English"
เจ้าหน้าที่ก็ทำท่าแบบว่า แล้วแต่คุณ!!!
ผมก็เซ็นต์ภาษาไทย
แล้วก็ผ่านด่านมาได้
คราวนี้ก็ต้องมารับกระเป๋าแล้ว
บนมอนิเตอร์บอกว่าจะต้องไปรับที่สายพานที่ 5
ผมก็เดินตรงไป พร้อมรถเข็นของสนามบิน
สายพานของสนามบินที่ซิดนีย์จะใช้เครื่องจักรขนกระเป๋าลงสายพาน ไม่เหมือนของไทยที่ใช้แรงงานคน
รู้สึกว่าเขาจะมีระบบจัดการที่ดีมาก เพราะ แป๊ปเดียวกระเป๋าก็เริ่มส่งออกมาแล้ว
สำหรับที่นี้จะเป็นสายพานเหมือนของที่ฮ่องกง แต่ไม่ทันสมัยเท่า เพราะ ที่ฮ่องกงจะส่งกระเป๋าลงมาสายพานก็ต่อเมื่อบนสายพานนั้นไม่มีกระเป๋าอยู่ แต่ที่ซิดนีย์นี้จะส่งลงมาตลอดๆ เพราะ ไม่มีระบบเซ็นซอร์ ดังนั้นเมื่อมีกระเป๋าส่งออกมาประจวบกับมีกระเป๋าอยู่บนสายพาน กระเป๋า 2 ใบก็จะชนกัน แบบว่าบางใบชนกัน 3 ใบรวด ดูแล้วก็ขำว่ะ
ซักพักกระเป๋าของผมก็ออกมา สำหรับการเที่ยวครั้งนี้ผมก็เอากระเป๋ามา 2 ใบ เป็นกระเป๋าสะพาย (Harry Potter) ที่นำติดตัว 1 ใบแล้วก็กระเป๋าสำภาระที่นำโหลดขึ้นเครื่อง อีก 1ใบ กระเป๋าผมก็ออกมาแล้ว
แต่กระเป๋าอายังไม่ออกมา ผมก็ส่งสัญญานว่าผมจะไปผ่านด่านแสดงของก่อนนะ
แล้วผมก็เดินเข้าไปช่อง Not to Declare (Declare=แสดง) ถ้าเป็นดอนเมืองจะเป็นช่องไม่มีของต้องสำแดง
สำหรับช่อง Not to Declare ช่องนี้มีหลายเครื่องให้เข้าได้ วันนี้มันเปิดให้แต่ช่องเดียวเท่านั้น
ก็ต้องรอละว่ะ รอไปเรื่อยๆ ช่องนี้มันจะเอ็กซเรย์ของของเราว่า เรามีของต้องห้ามที่ห้ามน้ำเข้าประเทศหรือป่าว
สำหรับผมก็ผ่านฉลุย ก็ไม่มีของต้องห้ามหนิ
ผมก็ผ่านออกมาจากประตู ก็เป็นอันว่าผมได้เข้าประเทศออสเตรเลียอย่างถูกกฎหมายแล้ว
(ขอย้ำตอนทื่ 1 นิดนึง คณะทัวร์นี้ผมมากับอา รวมทั้งคุณหมอ และ ผู้ติดตามทั้งหลาย รวมเกือบ 60 คน
แล้วก็จีมีเจ้าหน้าที่ของบริษัท phzer เกือบ 10 กว่าคน ซึ่งผมจะเรียกว่าผู้แทนยา
ผู้แทนยานั้นจะมีหน้าที่ดูแล และ อำนวยความสะดวกให้กับลูกทัวร์)
ผมก็ต้องรอคนอื่น เพราะ ยังมีคนอื่นยังผ่านด่านไม่เสร็จ
รอซักพักอาผมก็ออกมา ผมก็อุ่นใจขึ้นนิดนึง
รออีกซักพัก ผมก็เห็นกลุ่มนักบิน แอร์ รวมทั้ง สจ๊วต ออกมายื่นรอข้างๆผม
เนื่องจากผมก็อยากรู้อยากเห็นพอสมควร ผมก็ไปทักคนที่ใส่ชุดเหมือนนักบินคนหนึ่ง
"สวัสดีครับ พี่เป็นกัปตันหรอครับ"
ที่ผมถามว่าเขาเป็นกัปตันหรือป่าว เพราะ เขาค่อนข้างพอจะมีอายุ
"อ๋อ สวัสดีครับ พี่ไม่ใช่กัปตันครับ ตอนนี้กัปตันยังไม่ออกมาเลย ส่วนพี่นั้นเป็นผู้จัดการสายการบิน"
สำหรับผมไม่เคยรู้ว่าผู้จัดการสายการบินทำงานอะไร ผมก็เลยถามต่อ
"แล้วผู้จัดการสายการบินทำอะไรบ้างหรอครับ"
"ก็ดูแลเรื่องโดนรวมของเครื่องบิน เช่น ความปลอดภัย อะไรอย่างนี้ครับ"
"อ่อ ครับ" ผมตอบ
"อ้าว แล้วน้องมาเคยเที่ยวมาเทื่ยวซิดนีย์ยังครับ"
"อ๋อ ผมยังไม่เคยมาครับ ครับนี้เป็นครั้งแรกครับ"
"เที่ยวให้สนุกนะครับ"
หลังจากนั้นผมก็รอภายในอาคาร อาคารผู้โดยสารนั้น จะเป็นอาคารชั้นเดียวและแคบ
ภายในผู้คนไม่พลุกพล่านมากนัก
อยู่นานซักจะเริ่มเบื่อก็เลยเดินออกไปนอกอาคารบ้าง
อากาศภายนอกนั้นเป็นการอากาศเย็นสบายๆ ไม่หนาว และ ไม่ร้อน ไม่มีแดดด้วย
ตามจริงผมก็นึกว่าจะหนาวเพราะว่าผมเปิดเว็บเช็คสภาพอากาศก่อนเดินทาง เขาบอกว่าต่ำสุด 14 องศา
แต่อากาศที่ผมอยู่นี้ ซักประมาณ 20 องศาได้ ขอย้ำอากาศโคตรสบายๆ
บรรยากาศภายนอก ไม่พลุกพล่านนัก เมื่อมองออกไประยะไกล ก็จะเห็นธงประเทศออสเตรเลียโบกสะบัดอยู่
เดินดูวิวได้ซักครู่หนึ่ง คณะทัวร์ก็ครบแล้ว ก็เดินไปยังที่จอดรถ
เดินก็ค่อนข้างไกลพอสมควร สำหรับรถบัสจะมี 2 คัน
ผมขึ้นคันที่ 2 แถวที่ 2 นับจากคนขับ แล้วอาก็มานั่งด้านข้าง
พอรอคนอื่นขึ้นรถเสร็จ รถก็เริ่มออกเดินทาง
จากนั้นไกด์ก็เริ่มแนะนำตัว
"จะมีไกด์อยู่ 2 คนครับ คนที่หนึ่งก็คือผม ผมชื่ออิฐ เป็นไกด์ที่มาจากประเทศไทย ส่วนอีกคนนึงชื่อ Alex
จะเป็นไกด์ท้องถิ่น แล้วก็จะมีคนขับรถชื่อว่า Max" สำหรับพี่ Alex เป็นคนไทยที่มาเรียนที่ซิดนีย์
ก็มีประสบการณ์พอสมควร
จากนั้นไกด์ก็ให้ปรับเวลาใหม่ เพราะ ที่เวลาที่ซิดนีย์จะเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชม.
ส่วนนาฬิกาผมก็แสดงเวลา 11 โมงครึ่ง นั้นก็คือเวลาในประเทศไทย ดังนั้นผมก็ต้องปรับเพิ่มอีก 3 ชม.
นั้นก็คือ เวลาในขณะนี้ที่ซิดนีย์ก็คือ บ่าย 2 โมงครึ่ง
บ่าย 2 ครึ่งแล้ว บรรยายกาศก็ยังเหมือนตอนเช้าอยู่เลย
ไกด์ก็ได้บอกกำหนดการว่า ตอนนี้เราจะไปกินข้าวก่อน
แล้วก็จะไปที่โอเปร่าเฮาส์ แล้วก็ล่องเรือกัปตันคุกชมเมืองซิดนีย์ จากนั้นตอนกลางคืน จะพาไปคาสิโน
ตอนนี้ผมไม่อยากกินข้าวเลย เพราะ อิ่มบวกกับอาการเมาเครื่องบินเล็กน้อย
อาการของผมคือ ลงจากเครื่องใหม่ๆ จะปรับตัวไม่ค่อยได้ จะเป็นอาการเวียนหัว แล้วก็คลื่นไส้เล็กน้อย
รวมถึงอาการรู้สึกตัวหนักแล้วก็ตัวเบากว่าปกติ
(ถ้าใครเคยนั่งเครื่องบินก็จะรู้ว่า บางช่วงจะรู้สึกว่าตัวหนักกว่าปกติ บางช่วงตัวจะเบากว่าปกติ)
ดังนั้นเมื่อกินอาหารเข้าไปมากๆ อาจอ้วกได้
บรรยากาศทั่วไปส่วนของชานเมืองซิดนีย์ที่ผมสังเกตเห็นนั้น รถราไม่ค่อยเยอะ
ไม่มีทางด่วนอย่างกรุงเทพบ้านเรา ถนนก็จะเป็น 4 เลนส์ซะส่วนใหญ่
ผู้คนค่อนข้างบางตา ที่นี้ก็จะมีน้านสะดวกซื้อ เช่น 7-eleven ด้วย แต่จะไม่ค่อยเยอะมากนัก
หลังจากนั่งรถได้ซักพัก ก็เริ่มเข้าสู่เขตตัวเมือง คนก็เริ่มเยอะขึ้น รถก็เยอะขึ้น แต่ก็ยังไม่เท่ากรุงเทพอยู่ดี
ส่วนใหญ่ถ้ารถติดในซิดนีย์ นี้จะติดเพราะสัญญาณไฟจราจร เพราะ ไฟจราจรที่นี้จะถี่มากๆ
แบบว่ามีทุกบล็อก ไม่ถึง 100 เมตรก็มีไฟแดงอีกแล้ว ไม่ถึง 200 เมตรก็มีไฟแดงอีกแล้ว
คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใช้รถส่วนตัวกัน แต่จะใช้บริการขนส่งมวลชนซะมากกว่า เช่น รถโดยสาร รถไฟใต้ดิน
จุดจอดป้ายจอดรถโดยสารนั้น จะเป็นกระจกใสเกือบทั้งหมด แล้วก็ไม่สกปรกเหมือนกรุงเทพ
มีอีกอย่างหนึ่งที่ซิดนีย์พิเศษไปกว่าเมืองอื่นคือ
ซิดนีย์จะมีบริการโมโนเรล วิ่งรอบเมือง เพื่อพาชมวิวตามจุดสำคัญๆ
เห็นโมโนเรลแล้วรู้สึกอยากขึ้นบ้าง ผมก็ต้องปณิธานว่าก่อนกลับจะต้องขึ้นโมโนเรลให้ได้
หลังจากชมบรรยากาศเมืองซิดนีย์อยู่เพลินๆ ก็ถึงที่กินข้าวซะแล้ว
ที่กินข้าวนั้นจะเป็นร้านอาหารจีน ขายประเภทติ่มซำ อยู่ในห้างใจกลางเมืองเลยละ
สำหรับรูปที่นี้ จะเป็นบรรยากาศหน้าห้างที่ผมไปกินข้าว
ถ้าสังเกตจะเห็นที่ถนนมีราง คล้ายๆรางรถไฟอยู่
แต่อย่าเข้าใจผิดนะว่าเป็นรางรถไฟแบบบ้านเรา เพราะ มันไม่ใช่
มันเป็นรางสำหรับรถราง ที่เป็นหนึ่งในบริการขนส่งมวลชน
สังเกตง่ายๆ รถรางเวลาวิ่งจะมีสายเคเบิลอยู่บนหลังคา
ผมก็เข้ามานั่งในร้านอาหารจีน อาหารนี้ก็คืออาหารกลางวัน ตอนเวลาบ่าย 2 เกือบบ่าย 3 แล้ว
ก็จะเป็นอาหารประเภทติ่มซำไม่หนักมาก เพราะ ทุกคนก็ต่างสะอิดสะเอียนอาหารบนการบินไทยมาพอสมควรแล้ว
ก็บริการสไตล์อาหารแบบจีน คือ เวลาเอาอาหารลงก็จะกระแทกลงกับโต๊ะเลย ไม่มีความเกรงใจ
เพราะ ทางประเทศเขาไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ เวลาถาดติ่มซำเต็มโต๊ะ ก็ไม่รู้จะเอาถาดไปเก็บให้เรา
ทางเราก็ต้องเดินเองไปส่งที่พนักงานเอง แต่ยังไม่วายโดยไล่ให้แล้วบอกว่าที่นี้ไม่มีที่วางแล้ว
วางไว้ที่โต๊ะเหมือนเดิมนั้นละ นั้นก็คือการบริการที่สุดจะประทับใจ
นี้ถ้ามาเปิดทีเมืองไทยนะ แล้วยังบริการอย่างนี้อีก เจ๊งชัวร์
สำหรับอาหารรสชาติก็ใช้ได้เลยทีเดียว (ติดที่การบริการนี้ละ -*-)
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้วก็ปวดฉี่ เพราะ กินน้ำเข้าไปเยอะมากๆ บวกกับอากาศที่เย็น
ก็ไปฉี่ นี้เป็นการฉี่ครั้งแรกที่เมืองซิดนีย์เลยละ 555++
เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็ออกมา จากห้าง แล้วก็เดิมชมเมืองบริเวณใกล้ๆเล็กน้อย
แล้วก็ขึ้นรถบัส เพื่อจะไปที่โอเปร่าเฮาส์ สัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองซิดนีย์
สำหรับโอเปร่าเฮาส์ จะเป็นโรงที่ใช้จัดแสดงละคร ซึ่งถ้าเราไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชมละคร เราก็จะไม่ได้เข้าไปข้างใน
โอเปร่าเฮาส์มีชื่อเสียงมาก ถ้าใครไม่มาเที่ยวที่นี้ก็ถือว่าไม่ได้มาที่ซิดนีย์(ว่างั้น)
ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับฌฮเปร่าเฮาส์นิดนึง ผู้ออกแบบและผู้ควบคุมการก่อสร้าง คือ นายจอห์น ฮัดสัน
แต่ต่อมาเข้าก็ได้ออกจากงานนี้ เพราะ ว่างบที่ก่อสร้างได้ใช้มากกว่าที่กำหนดไว้ถึง 14 เท่า เขาก็แบบว่าอับอายขายขี้หน้า
ผมก็นั่งรถได้ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงที่หมายแล้ว และไกด์ก็บอกว่าหลังจากดูโฮเปร่าเฮาส์แล้ว
ก็จะต้องไปขึ้นเรือกัปตันคุก เรือจะออกเวลา 4 โมงเย็น (4โมงเย็นก็บ่ายโมงบ้านเราเองอ่ะ)
ซึ่งเรือจะออกตรงเวลาดังนั้นขอให้เวลา 3.45 ก็เริ่มเดินไปขึ้นเรือได้แล้ว
สำหรับท่าเรือกัปตันคุก จะเป็นท่าเรือที่ 6 เรียกว่า Jetty-Six อยู่บริเวณที่ชื่อว่า Circular Quay
Circular Quay นี้จะเป็นท่าเรือที่สำคัญที่เดียว เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวมาหาเรือล่องกัน ซึ่งจะมีทั้งหมด 5 ท่า
ดูรูปที่ 7 จะเป็นแผนที่ส่วนหนึ่งของซิดนีย์ ด้านขวาบนสุดจะเป็นที่ตั้งของโอเปร่าเฮาส์
ส่วนแท่งสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกไปในน้ำจะเป็นท่าเรือ ซึ่งท่าที่ผทจะต้องขึ้นนั้นอยู่ด้านซ้ายมือสุด
สำหรับเส้นทางการเดินก็ไม่ยากนัก คือ เดินไปตามแนวฝั่งก็จะถึงเอง
หลังจากนั้นก็ลงจากรถ บริเวณนี้คนเยอะมากๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวซะมากกว่า
ซึ่งจะมาถ่ายรูปกัน ก็เป็นบรรยากาศที่สวยงามมาก
ตอนนี้ผมอยู่ตรงกลางระหว่างสะพานที่สำคัญอีกแห่งของซิดนีย์ ชื่อ ฮาเบอร์ บริดจ์ และ โอเปร่าฯ
อธิบายภาพด้านล่างนะ ทางด้านซ้ายมือจะเป็นสะพานฮาเบอร์ บริดจ์ ทางขวามือจะเป็นโอเปร่าเฮาส์
รูปด้านล่างเป็นรูปสะพานฮาเบอร์ บริดจ์แบบชัดๆ เป็นสะพานแนวระราบที่ยาวที่สุดในโลก
รูปด้านล่างเป็นด้านหน้าของโรงละครอุปรากร โอเปร่าเฮาส์นั้นเอง ทางขวาก็จะเป็นสะพาน แล้วก็อ่าวที่สวยงามมาก
ผมก็มีโอกาสได้ยืนชมบรรยากาศโดยรอบอยู่นาน ถึงเวลาที่จะต้องเดินไปขึ้นเรือแล้ว
ก็เดินไปตามที่เรียบๆไปด้วยฝั่งทะเล
เบื้องหน้าก็จะเป็นตึกระฟ้าเรียงราย คล้ายส่วนหนึ่งของนิวยอร์ก ในภาพด้านล่างของตึกนั้นจะมีท่าเรือมากมาย
ที่นั้นจะเป็นแหล่งศูนย์รวมร้านค้า และ เรือไว้บริการ เรียกบริเวณนี้ว่า Circular Quay
ผมก็เดินเลียบไปตามชายฝั่งไปเรื่อยๆ โดยรอบนั้นก็มีนักท่องเทียวพลุกพล่านมากมาย
แล้วก็มีร้านอาหารตามจุดต่างๆมากมาย
แล้วก็จะมีจุดบริการเรือเล็กด้วย จะมีเรือสีแดงรูปปากปลาฉลาม จะเป็นเรือเร็วที่พาล่องออกไปยังทะเล
โดยจะแล่นแบบหวาดเสียวตื่นเต้น ซิกแซง เลี้ยวซ้าย แซงขวา เรียกว่าเป็นบริการแก่นักท่องเที่ยวที่รักความสนุก หวาดเสียว
แล้วผมก็เดินเพลินๆ ชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ถึงท่าเรือแรกของ Circular Quay เลย
ก็เดินนะไม่เมื่อยหรอก ที่เมื่อยตอนนี้ก็คือ ต้องมานั่งพิมพ์ประสบการณ์ให้คนอื่นได้อ่านกันนั้นแหละ
วันนี้ก็เล่าถึงแค่นี้ก็แล้วกันนะ เด๋ววันหลังจะมาต่อตอนที่ 4 ให้
สำหรับตอนที่ 4 จะเล่าถึงการล่องเรือกัปตันคุก กินอาหารเย็นที่ฝั่งซิดนีย์ตอนเหนือ
แล้วก็การเดินชมบรรยากาศเมืองซิดนีย์ยามค่ำคืนในคืนแรก (ผมเดินคนเดียว ถึงเที่ยงคืน)
ก็อย่าลืมติดตามก็แล้วกัน 6月11日 Australia ตอนที่ 2 สู่จุดหมาย Complete!!!วันที่ 26 เมษายน 2549 เวลา 17.00 น.
ท่าอากาศยานกรุงเทพ
อาคาร 1 ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ชั้น 3 (ขาออก)
ผมนั่งรอตั้งแต่ 5 โมง เพื่อที่จะเช็คอินเวลา 3 ทุ่ม
เป็นการรอที่ทรมานมากๆ วันนี้อาหารยังไม่ตกถึงท้องเลย กินแต่ขนมปังนิดหน่อย แล้วก็อาหารว่างบนเครื่องไฟลท์ที่แล้ว
แล้วอาก็บอกผมว่า เดี๋ยวสองทุ่มจะมีคนจากบริษัทยาที่จะพาเราไปเที่ยว เขาจะเลี้ยงอาหาร"ฟรี"
จะเลี้ยงแบล็ก แคนยอน ที่อยู่ชั้น 4 อ่ะ
รอไปเรื่อยๆ
5 โมงครึ่ง...
6 โมง...
6 โมงครึ่ง...
1 ทุ่ม...
โอ้ยไม่ไหวแล้ว หิวโคตรๆ ก็เลยจะหาไปของกินเล็กน้อย
แล้วก็เดินไปที่ KFC อยากกินไก่ป๊อบ แต่สาขาสนามบินมันไม่มีขาย แต่ก็มีอย่างอื่นแทน
ซึ่งราคาก็จะแพงกว่าปกติ ไหนๆ ก็ไม่มีของที่อยากกินแล้ว ก็รอซักหน่อยแล้วกัน ใกล้ถึง 2 ทุ่มก็ได้กินอาหารฟรีเอง
ผมก็ต้องนั่งให้น้ำย่อย ย่อยกระเพาะตัวเองไปพลางๆเสียก่อน
ตอนนี้บรรยากาศที่เงียบเหงา ก็เริ่มพลุกพล่านมากขึ้น
ยิ่งนานคนก็ยิ่งเยอะ เพราะ ไฟลท์ส่วนใหญ่ก็จะเวลาประมาณเย็นๆเป็นต้นไป
1 ทุ่มครึ่ง...
2 ทุ่ม...
2 ทุ่มกว่า
ซักพักอาก็มาเรียกผมไปกินข้าว ก็กินที่แบล็ก แคนยอน เจ้าหน้าที่ของบริษัทยาเขาจะเลี้ยงอาหารเรา
เจ้าหน้าที่ของบริษัทยาส่วนหนึ่งก็จะเดินทางไปที่ซิดนีย์ด้วย เขาก็มีหน้าที่ดูแลคณะหมอ แล้วก็ผู้ติดตาม
เจ้าหน้าที่ของบริษัทยา ผมขอเรียนแทนว่า ผู้แทนยาก็แล้วกัน
ผมก็เดินไปขึ้นบันไดเลื่อนไป โดยเอากระเป๋าสะพานไปด้วย ส่วนกระเป๋าที่จะโหลดขึ้นเครื่องผู้แทนยาจะดูแลให้เรา
ผมก็สั่งข้าวอะไรก็ไม่รู้(จำไม่ได้) ราคาเกือบ 100 นึง ตามด้วยชามะนาวราคา 45 บาท
ในเมื่อเราไม่ได้จ่ายเอง เราก็ต้องสั่งของดีๆซักหน่อย (555++)
บนโต๊ะก็จะมีคนนั่ง 6 คนมีผม แล้วก็เป็นคุณหมอ 4 คน สุดท้ายก็คือผู้แทนยา
ผู้แทนยาคนที่ผมนั่งกินข้าวด้วยเขาชื่อโก (ผู้แทนยามีหลายคนนะ)
เขาก็ต้องเทคแคร์ทุกคนอ่ะ สั่งอาหาร+พูดคุย+จ่ายเงิน
หลังจากกินอาหารเสร็จ ก็ประมาณ 3 ทุ่ม
อาก็บอกให้ผมไปโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องเลย แล้วก็ยืนกระเป๋าที่ใส่เอกสารสำคัญขนาดเล็กๆให้
ในกระเป๋าก็จะมี boarding pass, passport ใบเก็บภาษีสนามบิน ใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งกระเป๋าใบนี้จะหายไม่ได้
ถ้าหายก็ซวยอ่ะ
แล้วผมก็เดินลงมาชั้น 3
สำหรับผมนั้นไม่มีปัญหา แค่โหลดกระเป๋า ทำเองเป็นอยู่ ก็เดินเข้าไปหากลุ่มผู้แทนยาคนอื่นๆ
เพื่อที่จะถามหากระเป๋าของผม
หลังจากได้กระเป๋ามา
ก็เดินไปที่เคาท์เตอร์เช็คอิน พร้อมกับยืน passport และ boarding pass ให้พนักงาน
พนักงานก็คีย์ข้อมูล พร้อมกับชั่งน้ำหนักกระเป๋าผม กระเป๋าผมหนัก 9 กิโลกรัม
แล้วก็ติดสติกเกอร์เพื่อให้เครื่องสแกน จะได้แยกกระเป๋าขึ้นเครื่องได้ถูก
แล้วก็ทำการส่งกระเป๋าลงในสายพาน
เพื่อที่จะทำการโหลดขึ้นเครื่องในภายหลัง
หลังจากนั้นก็ตรวจดู boarding pass
Name of Passenger : CHONGNIMITSATAPORN. V
From : Bangkok /BKK
To : Sydney /SYD
THAI AIRWAYS INTL.
Flight : TG 995 Class : Y Date : 26APR
Gate : 11 Boarding Time : 2315 Seat : 66H
SEQ. NO : 127 ADDITIONAL INFORMATIONS :
BKK4
หลังจากตรวจดู boarding pass
ก็นับแถวปรากฏว่าได้นั่งติดทางเดิน
บนเครื่องบินจะจัดที่นั่งเป็น
1 ABC DEFG HJK
2 ABC DEFG HJK
.
.
.
66 ABC DEFG HJK
67 ABC CEFG HJK
.
.
คือ แถวตามยาวจะเป็นตัวเลขกำกับบอกว่าเป็นแถวที่เท่าไร
แถวตามขวางจะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ
ตรงช่องว่างระหว่าง C กับ D และ G กับ H จะเป็นทางเดินบนเครื่อง
สำหรับผมนั้นได้นั่งที่ 66H ตัวสีแดง
โคตรโชคดีเลย เพราะ ผมชอบเดินไปทั่วบนเครื่องบิน จะได้เข้าออกได้อย่างสะดวก
เช็คอินเสร็จก็ 4 ทุ่มกว่าๆแล้ว
แล้วก็ต้องรออาเช็คอินด้วย
หลังจากนั้นก็เดินไปยังด่านเก็บภาษีสนามบิน ซึ่งจะเป็นแผงไม้อัดกั้นไว้
โดยเราจะเสียเงิน 500 บาท ให้สนามบินเพื่อไว้ใช้ในการบำรุงรักษาสนามบิน
หลังจากผ่านด่าน เราก็จะมาอยู่หลังแผงไม้อัดที่ถูกกั้นไว้
ด่านต่อไปนี้ก็จะเป็นตม.(ตรวจคนเข้าเมือง แต่ว่าตามจริงด่านนี้น่าจะเรียกว่าตรวจคนออกเมืองซะมากกว่า)
คนเข้าแถวต่อคิวกันเยอะมากๆ ก็ต่อใช้เวลานานอ่ะ
ระหว่างที่ต่อแถว ผมก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับพี่โก ผู้แทนยาที่เลี้ยงอาหารมื้อค่ำของผม
แล้วก็ได้มีโอกาสคุยกับคุณหมอบางท่าน เพื่อแก้เบื่อ
เมื่อถึงคิวผม ผมก็ยื่น passport แล้วก็ใบสีขาวๆ(จำไม่ได้แล้วว่าเอามาใช้ทำอะไร) ให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ก็จะต้องตรวจข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลประจำตัวผู้เดินทาง วีซ่า ect.
การตรวจก็ใช้เวลาไม่นานนัก ผมก็ผ่านมาได้
หลังจากผ่านตม.แล้ว ผมก็ถือว่าผ่านสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว
ด้านหลังของตม. จะเป็นที่ที่คนนิยมชมชอบกันมาก นั้นก็คือ...
ร้านค้าปลอดภาษี ก็จะมีร้านขายของต่างๆ ราคาก็จะต่ำกว่าตลาดซักหน่อย
แต่ผมไม่ชอบ shopping ก็เดินดูบรรยายกาศไป
ตอนนี้เวลาก็ 5 ทุ่มตรงแล้ว ใน boarding pass บอกว่าเวลาขึ้นเครื่องคือ 5 ทุ่ม 15 นาที
ผมก็กำลังจะเดินไปประตู 11 ก็เห็นพี่โกพอดี พี่โกก็พี่ที่เลี้ยงอาหารค่ำไง
ผมก็เดินไปกับพี่ แล้วก็คุยกันเรื่องทั่วๆไป
ผมรู้สึกว่าพี่เค้าใจดี แล้วก็มีอัธยาศัยดีอ่ะ พูดง่ายๆ พี่เค้าคุยถูกคอดี แล้วก็สุภาพด้วย
สำหรับประตู 11 นั้นอยู่ทางด้านทิศเหนือของสนามบิน จะเป็นประตูที่ไกลที่สุดเลย
ถึงจะไกลก็มีร้านค้าปลอดภาษีให้ชมพลางตา
เดินได้มาไกลพอสมควรร้านค้าก็ไม่มีแล้ว แต่ก็ได้คุยกับพี่โกไปเรื่อยๆ ก็ไม่เบื่ออ่ะ
หลังจากนั้นเราก็เข้าถึงด่านตวรจอาวุธ เราก็ต้องเอ็กซเรย์ของทั้งหมดที่เราจะนำขึ้นเครื่อง
ได้แก่ กระเป๋า เสื้อกันหนาว กระเป๋ากล้อง ซึ่งเป็นเหตุผลทางด้านความปลอดภัย
หลังจากตรวจอาวุธแล้ว เราก็เข้าสู่ประตูที่ 11 เพื่อที่จะรอขึ้นเครื่อง
เวลาก็ซัก 5 ทุ่มครึ่งแล้ว คนรอเต็มเลย มีทั้งฝรั่ง คนไทย เยอะแยะเต็มไปหมด
ก็รอนานพอสมควรนะ เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ให้ขึ้นเครื่องซักที
ผมก็เดินเล่นในบริเวณนั้น ก็มองออกไปเห็นเครื่องบินลำที่ผมจะนั่งไป
เครื่องลำใหญ่มากๆเป็นเครื่องบิน 2 ชั้น ก็น่าจะเป็น Boeing 747-400 อ่ะ ลายบนเครื่องจะเป็นการบินไทยแบบเก่า
ก็น่าตื่นเต้นดีนะ
รอนานพอสมควร ในที่สุดก็ได้ขึ้นเครื่องซักที
ก็เดินไปตามงวงช้าง ก็ต้องแถวรอให้ผู้โดยสารก่อนหน้าที่เดินเข้าไป
ในที่สุดก็ได้เข้าไปนั่งซักที
ผมนั้นได้นั่งแยกกับอา สอบถามจากโดมได้คำตอบว่าเราจะเลือกที่นั่งเองไม่ได้
เจ้าหน้าที่จะเลือกให้ตอนเช็คอิน แต่ที่ผมได้นั่งที่ติดทางเดินตลอดนั้น เพราะว่า ในบัตรสมาชิก Royal Orchid Plus
บัตรที่ใช้สะสมไมล์บินของการบินไทย และ กลุ่มพันธมิตรการบินสตาร์อัลไลอันส์
ซึ่งผมได้กรอกว่าขอเลือกนั่งติดทางเดิน นี้ก็มีส่วนในการที่เจ้าหน้าที่เลือกที่นั่งด้วย
หลังจากนั่งเก้าอี้แล้ว แอร์โฮสเตส และ สจ๊วต ก็จะแจกหูฟังให้เรา ผ้าหม่ และ รายการเมนูอาหารให้เรา
หูฟังนี้ก็ใช้สำหรับฟังรายการบนเครื่องบิน ฟังแก้เบื่อไง
สำหรับรายการอาหารก็แจกให้ผู้โดยสารได้เลือกอาหารที่อยากจะกินในแต่ละมื้อ
หลังจากนั้นผมก็รู้สึกได้ว่าเครื่องบินได้ถอยออกจากหลุมจอด เพื่อจะวิ่งเข้าสู่รันเวย์แล้ว
(ตามจริงเครื่องบิน ถอยหลังไม่ได้ จะต้องใช้รถดันล้อเอา)
ตามธรรมเนียม ทางเครื่องบินก็จะต้องเปิดวิด๊โอสาธิตความปลอดภัยบนเครื่องบินให้เราได้ชม
เพื่อความปลอดภัยของเราเอง ตอนนี้เราควรจะละความสนใจจากสิ่งอื่น เพื่อชมวิดีโอนี้
สำหรับวิดีโอนี้ วันนี้ผมดูเป็นรอบที่ 2 แล้ว น่าเบื่อฉิบ!!!
เมื่อวิดีโอจบลงเครื่องบินก็ได้เร่งเครื่องอย่างเต็มที
จนดันหลังผมให้ติดผนักพิง แล้วเครื่องก็ทะยานสู่ท้องฟ้าอย่างนิ่มนวล
หลังจากที่เครื่องไต่ระดับได้ซักพัก จนได้ความสูงที่คงที่แล้ว
สัญญาณรัดเข็มขัดก็ได้ดับลง
สักครู่พนักงานก็มาเสริฟเครื่องดื่ม(เย็น)
(พี่แอร์ที่รับผิดชอบบริการบริเวณที่นั่งผมนั้น จะใส่ชุดไทยสีแดง หน้าตาสาวนะ)
พี่แอร์ก็เข็นรถเข็นมาตรงที่นั่งของผมจากที่นั่งด้านหลัง แล้วก็ล็อกล้อรถไม่ให้รถเข็นไถลไป
แล้วก็ถามผู้โดยสารที่นั่งติดกระจก ไล่มาเรื่อยๆ จนถึงผม
พี่แอร์ : รับน้ำอะไรดีค่ะ
ผม : มีน้ำอะไรบ้างครับ
พี่แอร์ : น้ำเปล่า น้ำอัดลม น้ำผลไม้ค่ะ
ผม : ผมขอเป็นน้ำโค้กก็แล้วกันครับ
พี่แอร์ก็ได้คีบน้ำแข็ง 2-3 ก้อนใส่แก้วพลาสติก รินน้ำ แล้วก็ยื่นให้ผมแก้วให้ผมพร้อมกับกระป๋องโค้ก
ลายกระป๋องโค้กก็จะเป็นลายฟุตบอลโลกอ่ะ เสร็จแล้วพี่แกก็ไปเสริฟคนอื่นต่อไป
เมื่อแอร์เสริฟเสร็จ พี่แอร์ก็เดินกลับมา สังเกตเห็นผมกินน้ำโค้กจนหมดแล้ว
พี่แอร์ก็เปิดน้ำอีกกระป๋องส่งมาให้ผมเลย ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ขอ
(พี่เค้าโคตรใจดีอ่ะ)
พอเสริฟน้ำเสร็จได้ซักพัก พี่แอร์ก็เริ่มเสริฟอาหารมื้อดึกบนเครื่อง ตอนเที่ยงคืนกว่า
โดยให้เลือกระหว่าง ไก่กับเนื้อ ผมนั่นไม่เคยกินเนื้ออ่ะ ก็เลยเลือกไก่
อาหารที่เราเลือกคือไก่ ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ไก่เท่านั้น จะมีอย่างอื่นอีก เช่น ผลไม้ ของหวาน
พี่แอร์ก็เอาอาหารออกมาจากรถเข็นที่เดิมเคยเป็นรถเข็นเสริฟน้ำนั้นแหละ โดยอาหารมีแผ่นฟรอยปิดไว้
เพื่อให้อาหารร้อน แล้วก็ป้องกันความสกปรก
หลังจากเปิดฟรอยอาหารแล้ว ก็ดูอาหารนั้นค่อยข้างหน้ากิน แต่กลิ่นนี้แบบเดิม คือ ทำให้อยากจะอ้วก
ผลจากการกินอาหารค่ำ บวกกับโค้ก 2 กระป๋อง ก็ทำให้ผมค่อนข้างจะกินไม่ไหว
ก็เลือกกินชิ้นเนื้อไก่ แล้วก็ของหวานนิดหน่อย
ระหว่างที่กินอาหาร แอร์ก็จะเสริฟน้ำด้วย เพื่อไม่ให้อาหารฝืดคอ
โดยครั้งนี้เช่นเดิม แอร์เอาน้ำโค้กให้ผมเลย โดยที่ไม่ทันจะถาม ประมาณว่าจะเดาใจ แต่...
ผม : พี่ครับ ผมขอเป็นน้ำเปล่าแทนครับ
เพราะว่ากินน้ำโค้กไปเยอะแล้ว รวมกับอาการเจ็บคอเล็กน้อย เลยเลือกน้ำเปล่าแทน
พี่แอร์ : พี่เดาผิดใช้ไหมเนี่ย
พี่แอร์ก็พูด แล้วก็ยิ้มให้โดยที่ไม่ได้ว่าอะไร
ผม : เหอๆ... ขอบคุณครับ
หลังจากเสริฟอาหารเสร็จ แอร์ก็เก็บถาดอาหาร
ผู้โดยสารบางส่วนก็เข้าห้องน้ำ บางส่วนก็นอนแล้ว
ปล่อยเวลาผ่านไปซักพัก แอร์ก็บอกให้ผู้โดยสารปิดหน้าต่าง แล้วแอร์ก็ปิดไฟบริเวณห้องโดยสาร
ทำให้ห้องโดยสารมืดลงไปขนัดตา แต่ก็ยังมีแสงไฟลอดผ่านม่านจากห้องเตรียมอาหารที่อยู่กลางลำอยู่
(สำหรับห้องเตรียมอาหารเวลานี้แอร์และสจ๊วตก็จะต้องเก็บถาดอาหาร รวมถึงงานอื่นๆด้วย)
เป็นสัญญาณบอกให้ผู้โดยสารทราบว่าถึงเวลานอนแล้ว
สำหรับผมนั้น เวลานี้เป็นเวลาที่ดีแก่การออกทัวร์บนเครื่องบิน
ผมก็เดินไปห้องน้ำทางท้ายเครื่อง ตรงข้ามกับห้องน้ำนั้น
ผมก็สังเกตเห็นประตู crew only แล้วผมก็แอบส่องเข้าไป เห็นเป็นบันไดวนขึ้นไปชั้น 2 ของเครื่อง
ย้อนไปเรื่องที่เคยคุยกับจูน ก็นึกได้ว่าจะต้องเป็นทางเข้าห้องนอนแอร์กับสจ๊วตแน่เลย
ก็อยากเข้าไปชมให้เป็นขวัญตา ก็กะว่าเวลายังมีอีกมาก ค่อยขอแอร์ทีหลังก็ได้
เสร็จจากเดินไปนั้นก็เดินไปทางท้ายเครื่อง กะว่าจะขึ้นไปดูชั้น 2 ของเครื่องซะหน่อย
เพราะ ตอนเข้ามาเห็นมีบันไดสำหรับผู้โดยสารขึ้นไปยังชั้น 2 ก็อยากไปสำรวจอ่ะ
แล้วก็เดินไปหน้าทางตอนหน้าของเครื่อง ผ่านห้องเตรียมอาหาร
ก็เห็นพี่แอร์ที่ใส่ชุดสีแดง ซึ่งเสริฟน้ำและอาหารให้ผม
พี่แอร์ : น้องไม่นอนหรอค่ะ
ผม : ไม่อ่ะครับ ยังไม่ง่วง เลยเดินเล่นหน่อยหนะ(คือ สำรวจเครื่อง)
พี่แอร์ : มาช่วยพี่ทำงานไหม
ผม : เหอๆ ผมขอไปเดินเล่นละกับครับ
พี่แอร์ : ...
ผม : พี่ครับชั้น 2 เป็นที่นั่งของอะไรครับ
พี่แอร์ : อ๋อ ชั้น 2 เป็นของ Business ค่ะ จ่ายมากกว่า Economy ประมาณ 2 เท่า
ผม : แล้ว First Class ละครับ
พี่แอร์ : สำหรับ First Class จะอยู่ด้านหน้าชั้นล่างคะ ราคาจะแพงกว่า 3-4 เท่าค่ะ
ผม : อ่อครับ ขอบคุณมากครับ
ผมนึกอยู่ในใจว่าพี่แอร์คนนี้ใจดีจังแหะ แล้วก็เดินไปหน้าเครื่อง เห็นบันไดแล้วก็ขึ้นไป
เมื่อขึ้นไป ก็เห็นฝรั่ง 2 พ่อลูก กำลังคุยกับแอร์ ก็แอบฟัง
ก็ประมาณว่าขอแอร์ที่คุม Bussiness Class เดินดูห้องโดยสารหน่อย
แอร์ก็บอกว่าได้ แล้วก็กำชับฝรั่ง และ ผมว่าห้ามเสียงดัง
เพราะ นั้นขณะนั้น ผู้โดยสารได้นอนแล้ว
สำหรับชั้นธุรกิจ เก้าอี้ก็ใหญ่นั่งสบาย ส่วนหน้าสุดของห้องโดยสารจะมีประตูกั้น
ด้านหลังประตูนั้นก็คือ ห้องนักบินนั้นเอง ส่วนด้านหลังของชั้นจะเป็นห้องเตรียมอาหาร
ผมก็เดินเข้าไป สำหรับห้องเตรียมอาหารก็ไม่ต่างอะไรไปจากของชั้นประหยัดมากนัก
แล้วผมก็เห็นประตู crew only อีกแล้ว ก็ต้องเป็นห้องนอนแอร์อีกแน่เลย
พอดูจนสมใจแล้ว ก็กลับไปที่นั่งเดิม แล้วก็เริ่มง่วง
เลยนอนเอาแรงซักหน่อย
นอนก็หลับๆ ตื่นๆ เพราะว่าที่นั่งก็เล็ก ผนักพิงก็เอนได้น้อย
ก็หลับนานอยู่นะ เพราะ ค่อนข้างเหนื่อย
.....
หลังจากนอนได้พอสมควร ผมก็ตื่นขึ้นมา เพื่อจะไปเข้าห้องน้ำ
เพราะ อากาศบนเครื่องค่อนข้างเย็น เนื่องจากอุณหภูมิภายนอกเครื่องติดลบ บวกกับ แอร์บนเครื่องก็เย็น
แล้วพอเข้าห้องน้ำเสร็จ ก็ไม่ง่วงแล้ว ก็เดินสำหรับเครื่องอีกรอบ
ห้องโดยสารในขณะนี้นั้น ก็มืดพอสมควร แต่ก็มีแสงสว่างอย่างแรง ในจุดจุดนึง
ผมก็เดินเข้าไปดูว่าแสงนั้นมันมาจากไหน
ก็เห็นว่า แสงนั้นเป็นแสงจากดวงอาทิตย์ในยามเช้า
ผมก็ถึงบางอ้อว่า ทำไมพี่แอร์จึงให้ปิดหน้าต่างตอนก่อนนอน
เวลาที่ปิดหน้าต่างหมดทั้งลำ ก็เหมือนว่าอยู่ในตอนกลางคืนเลย
แล้วผมก็สังเกตเห็นเหล่าสจ๊วต และ แอร์ ต่างนั่งที่นั่ง Jump seat
โดยชุดนั้นก็เปลี่ยนจากชุดไทยเป็นชุดใช้ทั่วไปของแอร์ไทย
ผมก็เดาว่า คงจะใกล้ถึงเวลาที่จะปลุกให้ผู้โดยสารตื่นแล้วละ
จากนั้นซักครู่ก็เป็นไปตามอย่างที่คาด
ไฟในห้องโดยสารก็เปิดขึ้น ผู้โดยสารก็รู้สึกตัวจากแสงไฟ
ส่วนมากก็เข้าแถวต่อกันเข้าห้องน้ำ บางส่วนก็นั่งที่นั่งอย่างสะลึมสะลือ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังนอนต่อ
พอปลุกให้ผู้โดยสารทำธุระส่วนตัวซักพัก แอร์ก็ได้แจกผ้าร้อน
ผ้าร้อนก็ให้ผู้โดยสารเช็ดหน้าเช็ดตา ให้สดชื่น สบายใจ
แล้วก็เสริฟอาหารเช้าเลย
อาหารในมื้อนี้ก็ให้เลือกระหว่าง ออมเลต หรือว่า แพนเค้ก
ผมก็เลือกออมเลต แต่ก็เป็นแบบกินไม่ค่อยลง
ก็กินพอเป็นพิธี เพื่อให้มีแรงก็เท่านั้น ถ้ากินเยอะจะอ้วกได้
พอกินอาหารเสร็จผมก็เริ่มง่วงอะดิ
เป็นเพราะ นอนก็นอนช้ากว่าคนอื่น ตื่นก็เร็วกว่าผู้อื่น
ก็ไม่ไหวแล้ว นอนดีกว่า สบายใจ(จุ้ย)
(ในมอนิเตอร์บอกว่าอีก 2 ชม. ถึงที่หมาย ยังมีเวลานอนอีกนาน)
.....
"ตึ้ง...ตึ้ง..."
เสียงนุ่มๆ ของสัญญานรัดเข็มขัดได้แสดงขึ้น
หลังจากที่ไม่ได้ยินสัญญาณนี้มามากกว่า 7 ชั่วโมง
"เรียนท่านผู้โดยสารทุกท่าน ตอนนี้เครื่องบินได้ทำการลดระดับสู่ท่าอากาศยานซิดนีย์ ขอให้ท่านผู้โดยสารทุกท่านนั่งประจำที่ โปรดรัดสายเข็มขัด พับโต๊ะหน้าที่นั่ง พร้อมกับปรับผนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรง และ ทางประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมาย ห้ามสูบบุหรี่ และ ถ่ายภาพภายในอาคารอากาศยาน รวมถึงมีกฎหมายควมคุมสินค้าบางชนิดจากต่างประเทศด้วย ดังนั้นจึงขอให้ท่านผู้โดยสารปฏิบัติตามกฎของทางประเทศออสเตรเลียด้วย ขอบคุณค่ะ"
หลังจากเสียงใสๆ ของแอร์สาวได้สิ้นสุดลง
ผมก็รู้สึกได้ว่า เครื่องบินเริ่มลดระดับลง
ผมก็จ้องไปยังจอมอนิเตอร์ของเครื่อง เพื่อดูรายละเอียดต่างๆ
เช่น เหลืออีกกี่ไมล์ ใช้เวลาเดินทางอีกเท่าไร เวลาท้องถิ่น ความเร็วเครื่อง ลมส่งท้าย ฯลฯ
(ก็ดูแก้เบื่อแก้เซ็งอะ)
หลังจากผ่านมาซักพัก เราก็เริ่มเห็นสภาพ บ้านเมืองของเมืองซิดนีย์
นั้นเป็นภาพแรกที่ผมได้เห็นบรรยากาศเมืองซิดนีย์เลยละ จะเป็นแบบเมืองที่อยู่ชายทะเล
มีบ้านหลังคาสีแดงติดๆกัน และ ไม่ค่อยเห็นตึกสูงมากนัก
"cabin crew prepare for landing"
เสียงนักบินก็ได้ประกาศให้เหล่าแอร์ และ สจ๊วต นั่งรัดเข็มขัดประจำที่
เพราะ เครื่องบินจะกำลังแตะพื้นแล้ว
ซักไม่กี่อึดใจ ล้อเครื่องก็แตะพื้นรันเวย์อย่างนิ่มนวล
และ วิ่งไปตามรันเวย์โดยค่อยๆหยุดอย่างช้าๆ
ซักพัก เครื่องก็วิ่งอย่างช้าๆ เข้าหลุมจอดของอาคารอากาศยาน
ระหว่างนั้นเอง....
"ท่านผู้โดยสารทุกท่านค่ะ ตอนนี้เราได้พาท่านผู้โดยสารสู่เมืองซิดนีย์ โดยสวัสดิภาพแล้ว ขอขอบคุณท่านผู้โดยสารที่ใช้บริการของสายการบินไทย และ กลุ่มพันธมิตรการบินสตาร์อัลไลน์อัลส์ พนักงานทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ท่าน และ มีความยินดีที่จะได้รับคำติชิมจากท่านในเที่ยวบินนี้ ขอบคุณค่ะ..."
นั้นก็คือเสียงส่งท้ายของแอร์สาว
นี้ก็จบสำหรับตอนที่ 2 อย่างสมบูรณ์แล้วนะครับ!!!
ตามจริงเขียนตั้งแต่วันอาทิตย์ก่อนแล้ว
แล้วที่นี้อัพ เนื้อเรื่องแล้วมันไม่ขึ้นให้ ก็เลยต้องมานั่งพิมพ์ใหม่
เสียเวลาไปชั่วโมงกว่าๆเลยทีเดียว
สำหรับครั้งหน้าก็จะเล่าตอนไปเที่ยวที่ซิดนีย์ในวันแรก
ตอนนี้ก็เสร็จไปกว่า 45% แล้ว
มีรูปประกอบด้วยนะ
ก็อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ
ขอบคุณที่ทุกท่านสละเวลามาอ่านะครับ
5月2日 Australia ตอนที่ 1 ขอนแก่น-กรุงเทพSydney 4 วัน 3 คืน
การไปเที่ยวในครั้งนี้
ผมไปกับคณะหมอซึ่งเป็นการไปเที่ยว+การประชุมในต่างแดน
ภายใต้การจัดประชุมของบริษัทยา phzer
ซึ่งผมไปกับอา 2 คน และ คณะหมอรวมทั้งผู้ติดตามอีกกว่า 60 คน
การไปเที่ยวในครั้งนี้ได้ประสบการณ์มากมาย
ซึ่งผมจะถ่ายทอดออกมาให้ทุกคนได้ร่วมรับประสบการณ์นี้โดยทั่วกัน
รายละเอียดเกี่ยวกับซิดนีย์เล็กน้อยๆ
1.เวลาที่ซิดนีย์เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ใช้เวลานั่งเครื่องบินประมาณ 9 ชั่วโมง
2. 1 เหรียญออสเตรเลีย เท่ากับ 28.5 บาทไทย (ขอคิดเป็น 30 บาทไทยละกัน)
3. ซิดนีย์ไม่ใช่เมืองหลวงของออสเตรเลีย แต่เป็นเมืองหลวงของรัฐ New South Wells
4.ซิดนีย์มีประชากรมากที่สุดในประเทศ คือ ประมาณ 4 ล้านคน
วันที่ 26 เมษายน 2549
เวลา 13.00-21.00 น.
ขอนแก่น-กรุงเทพ
วันนี้จะต้องเดินทางไปกรุงเทพ และ ต่อไปยังซิดนีย์เลย
คือว่าจะต้องไปถึงที่ซิดนีย์ตอนเที่ยงวันที่ 27 เม.ย.
ผมจะต้องขึ้นเครื่องไปกรุงเทพ
เวลาเครื่องออก คือ 14.20 น.
แต่เพื่อความชัวร์ จะต้องไปถึงสนามบินตอนประมาณบ่ายโมง
ไปเช็คอินให้เรียนร้อย
ตั๋วที่ใช้จะเป็น E-ticket คือ เป็นตัวเลข
เราจะต้องเอาตัวเลขที่ได้หลังจากซื้อตั๋วไปบอกที่เคาท์เตอร์เช็คอิน
แล้วพนักงานจะออก Boarding Pass ให้
สำหรับหมายเลข E-ticket ของผมคือ 217-240-971-6289
เมื่อไปถึงสนามบิน เราจะต้องเอากระเป๋าที่สำหรับโหลดขึ้นเครื่อง ไปเอ็กซเรย์ก่อน โดยถ้าผ่านแล้ว เค้าจะติดสติกเกอร์สีเหลืองว่า security checked ซึ่งแสดงว่าเราผ่านการตรวจความปลอดภัยแล้ว ก็จะสามารถนำกระเป๋าใบนั้นโหลดขึ้นเครื่องไปได้
ส่วนกระเป๋าที่นำติดตัวไป ยังไม่ต้องเอ็กซเรย์ในตอนนี้
ไปถึงเคาท์เตอร์เช็คอิน
ผมก็ยื่นตัวเลขที่เราได้ให้พนักงาน
พนักงานก็คีย์ข้อมูล แล้วบอกว่า
"น้องคะ น้องไปนั่งชั้นธุรกิจนะคะ..."
"ทำไมอ่ะครับ" (ได้นั่งชั้นดีๆ แล้วกูจะถามเพื่อ เด๋วพี่เค้าไม่ให้นั่งหรอก)
"ก็คือ มีปัญหานิดหน่อยอ่ะคะ"
"ครับ... ขอบคุณครับ"
คือที่ผมจองตั๋วไว้ คือชั้นประหยัด แต่พี่เค้าให้ไปนั่งชั้นธุรกิจ
ซึ่งถือว่าโชคดีโคตร ชั้นธุรกิจอ่ะ จะดีกว่าชั้นประหยัด ทั้งขนาดเก้าอี้ก็ใหญ่กว่า
นั่งสบายกว่า อาหารดีกว่า แอร์จะบริการได้ทั่วถึงกว่า แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย
เช็คอินเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปในห้องโดยสาร
เราต้องผ่านการเอ็กซเรย์กระเป๋าที่จะนำติดตัวขึ้นเครื่องไป
แล้วก็ผ่านการตรวจอาวุธ ซึ่งมันจะเป็นประตู ถ้าเราเดินผ่านแล้วไม่มีเสียงก็รอดไป
แต่ถ้าผ่านแล้วมีเสียงดัง "ตี๊ด" เราจะต้องไปยืนให้พี่เค้าตรวจอย่างละเอียด
ซึ่งเครื่องตรวจอาวุธนี้ จะตรวจหาโลหะ
พอผ่านด่านการตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว ก็เดินตรงไป
จะมีอีกด่าน เป็นด่านให้แสดงตัว คือ เราจะต้องโชว์ Boarding Pass และ บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นๆที่แสดงตัวว่าเป็นเรา ด่านนี้พี่เค้าจะตรวจสอบว่าชื่อใน Boarding Pass เป็นคนเดียวกับเราจริงๆ หรือเปล่า
ถ้าผ่านแล้วเราก็ได้เข้าไปในห้องโดยสาร เพื่อรอเครื่องบิน
ในห้องโดยสารนี้ จะมีร้านค้า ห้องน้ำ เก้าอี้สำหรับนั่งรอ ect.
สำหรับร้านค้า ของที่ขายจะแพงกว่าราคาตลาด ขอแนะนำให้ว่าไม่ต้องซื้อ
เมื่อถึงเวลา ก็จะมีประกาศให้ขึ้นเครื่องได้
ก่อนจะออกไปนอกอาคารโดยสาร พนักงานก็จะฉีกบัตรส่วนหนึ่งออกไป
เราเดินก็ขึ้นเครื่อง สำหรับสนามบินขอนแก่น จะเป็นงวงช้าง
เดินๆๆๆๆๆๆ
เที่ยวบินที่ TG 045
สำหรับผมนั่ง 24J เป็นเครื่อง Airbus A300
ได้นั่งชั้นธุรกิจ(ทั้งๆ ที่ซื้อตั๋วชั้นประหยัด)
พอถึงเก้าอี้ก็หย่อนก้นลงนั่ง
(เก้าอี้โคตรใหญ่ๆ)
เมื่อถึงเวลาเครื่องก็จะออกจากงวงช้าง
พนักงานก็จะเปิดวีดีโอ สาธิตสำหรับความปลอดภัยในเครื่อง
เช่น เวลาเครื่องขึ้น-ลง ต้องเปิดหน้าต่าง ปรับระดับเก้าอี้ในระดับตรง ect.
พอวีดีโอฉายเสร็จ
กัปตันพูด "... for take off" (... คือ จับใจความไม่ได้ว่าพูดอะไร)
เครื่องก็บินขั้นๆ ช่วงเครื่องบินขึ้นนี้มันส์โคตรๆ หนุกอ่ะ
เที่ยวนี้กัปตันเอาเครื่องขึ้นได้นิ่มมากๆ (ผมชอบเครื่องขึ้น-ลง แบบแรงๆ มันส์ดี 555++)
พอขึ้นได้สักพัก
"ตึ้ง... ตั้ง..."
สัญญาณว่า ให้รัดเข็มขัด ได้ดับลง ก็คือ ไม่ต้องรัดเข็มขัดแล้ว
จะเดินไปเข้าห้องน้ำ หรือ เดินเล่นก็ได้ ตามใจคุณ
สักพักต่อมา แอร์ ก็จะเสริฟอาหาร
ก็จะต้องเอาที่วางถาดอาหารออกมา
พระเจ้า!!!
ที่วางถาดอาหารอยู่ที่ไหน ผมหาไม่เจอ
(ชั้นประหยัด ที่วางถาดอาหารจะอยู่ด้านหน้า ซึ่งผมเคยนั่งแต่ชั้นประหยัด เลยไม่รู้ว่าชั้นธุรกิจมีที่วางถาดอยู่ตรงไหน
ตามจริงถามแอร์ก็ได้ แต่ผมไม่ถาม กลัวเสียฟอร์มให้คนข้างๆ เพราะคนข้างก็ดึงที่วางถาดออกมาแล้ว)
จนพี่แอร์เค้าก็เสริฟอาหาร ผมก็ไม่ได้เอาที่วางถาดออกมา
แต่ด้วยความโชคดี ผมสังเกตเห็นคนข้างหน้าดึงถาดอาหารออกมาจากที่วางแขนด้านข้าง
ผมก็ทำตาม
1.เปิดที่วางแขนด้านซ้าย
2.ดึงสายที่วางถาดออกมา(ตอนนี้ที่วางถาดจะตั้งอยู่ด้านข้าง)
3.หักที่วางถาดลงด้านหน้า(ตอนนี้ที่วางถาดจะ พับอยู่ด้านหน้า)
4.เปิดที่วางถาดให้กางออก
เสร็จแล้ว!!! คราวนี้ก็จะได้ที่ว่าถาดอาหารแบบเสร็จสมบูรณ์!!!
นั่งๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใช้เวลา 40 นาที
"ตึ้ง... ตั้ง..."
สัญญาณว่า ให้รัดเข็มขัด ได้แสดงขึ้น คือ ให้รัดเข็มขัด เครื่องกำลังจะทำการลดระดับสู่ท่าอากาศยานกรุงเทพ
กัปตันพูด "... for landing" (... คือ จับใจความไม่ได้ว่าพูดอะไร)
ซักพัก เครื่องก็ลง
ซึ่งก็ลงได้นิ่มมากๆ(ไม่มันส์เลย)
เครื่องจอดที่ดอนเมือง ไม่ได้เข้างวงช้าง
แต่ได้ขึ้นรถแทน คือ งวงคงจะเต็มก็เลยได้ลงจากเครื่องตรงที่จอดเครื่องบิน
แล้วจะมีรถบัสของสนามบินมารับ ไปส่งที่อาคาร
รถวิ่งจากที่จอดเครื่องไปอาคารผู้โดยสารนานมากๆ
พอถึงอาคารแล้ว รถก็จอดให้เราลง
คราวนี้ก็ต้องไปอากระเป๋าที่สายพาน หมายเลข 5
ซึ่งทางท่าอากาศยานก็ประกาศอ่ะ แต่ผมไม่ได้ยิน เลยอาศัยเดินตามคนอื่นไป
(แต่ถ้าไม่รู้จริง ก็จะมี TV โชว์บอกอยู่ว่า เที่ยวบินนี้เอากระเป๋าที่สายพานไหน)
ไปถึงสายพานก็ ไปเอารถขนกระเป๋า
แล้วก็รอกระเป๋าออกมาๆ
รอนานมากๆๆๆ ทำไมกระเป๋าไม่ออกมาซักที
รอเกือบ 20 นาที โอ้ยๆ กว่าจะออกมาได้หนอ
(สนามบินที่ดี จะต้องมีการจัดระบบภายในให้ดี คือ การเช็คอิน ตรวจตม. รับกระเป๋า จะต้องรวดเร็ว
แต่ของดอนเมืองนี้ช้าโคตร)
กว่าจะรับกระเป๋า+เดินออกมาเสร็จ ก็ปาไป 5 โมงเย็นแล้ว
เครื่องที่จะออกไปซิดนีย์ ก็ออก 5 ทุ่ม
ก็จะต้องไปรออีกนาน
ตอนนี้ผมอยู่ที่อาคารผู้โดยสาร(ขาออก)ภายในประเทศ และ จะต้องไปรอที่อาคาร 1 ผู้โดยสารต่างประเทศ(ขาเข้า)
ซึ่งในสนามบินอาคารก็ไกลกันอ่ะ
เราก็จะต้องนั่งรถบัสของสนามบิน(suttle bus) ซึ่งจะส่งผู้โดยสารภายในสนามบินระหว่างอาคารต่างๆ
รถบัสนี้ฟรี ผมก็นั่งๆๆๆ
จนถึงอาคาร 1 ผู้โดยสารต่างประเทศ ซึ่งชั้น 1 จะเป็นผู้โดยสารขาออก
เราก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 3 เพราะเป็นผู้โดยสารขาเข้า
พอไปถึงก็ต้องนั่งรอไปเรื่อยๆอ่ะ
จนกว่าจะ 3 ทุ่ม ก็จะต้องไปเช็คอิน
.....
ตอนนี้ก็เพิ่งจบสำหรับตอนแรก
ซึ่งผมยังเขียนไม่ถึงตอนที่ไปเที่ยวที่ sydney เลย
รอไปก่อนละกัน
นี้ถือว่าเป็นเกรินๆก่อน
เขียนเป็นยังไงก็กรุณาบอกมาด้วย จะได้ปรับปรุง
เรื่องคราวต่อไป ก็จะเป็นเรื่องขึ้นเครื่องไปถึงซิดนีย์ แล้วก็เที่ยวซิดนีย์ในวันแรก
ซึ่งจะมาอัพให้โดยเร็ว
สำหรับ 3 รูปที่อยู่ด้านล่าง Blog นี้ เป็นรูปสำหรับตอนหน้านะครับ!!!!
เอามา Preview ให้ดูกันก่อน
สำหรับตอนที่ 2 ก็รอกันหน่อยนะครับๆ ผมพยายามจะเขียนออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด
ปล.บางคนอาจงงได้ว่าทำไมเรื่องมันเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย ก็เพราะว่า ผมได้แก้ไขเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆนั้นเองครับ ^ ^
thxนะครับที่สละเวลามาอ่าน
|
||||||||||
|
|